Browsing "Older Posts"

Browsing Category " ความรู้ทั่วไป "

แมลงสาบกับโลกร้อน

By JodonP → วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2558


ใครจะคิดว่าเจ้าแมลงสาปน่าเกลียดน่ากลัว จะร้ายกาจต่อโลกใบนี้ ?

      ปรากฏการณ์โลกร้อน หมายถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำในมหาสมุทรตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 และมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา นับถึง พ.ศ. 2548 อากาศใกล้ผิวดินทั่วโลกโดยเฉลี่ยมีค่าสูงขึ้น 0.74 ± 0.18 องศาเซลเซียส ซึ่งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ของสหประชาชาติได้สรุปไว้ว่า “เกิดจากการเพิ่มความเข้มของแก๊สเรือนกระจกที่เกิดขึ้นโดยกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นผลในรูปของปรากฏการณ์เรือนกระจก” สำหรับปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่าง เช่น ความผันแปรของการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์และการระเบิดของภูเขาไฟ ก็มีผลเหมือนกันแต่ไม่มากนัก

     การที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และคาดว่าทำให้เกิดภาวะลมฟ้าอากาศสุดโต่ง (extreme weather) ที่รุนแรงมากขึ้น ปริมาณและรูปแบบการเกิดหยาดน้ำฟ้าจะเปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบอื่น ๆ ของปรากฏการณ์โลกร้อนได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของผลิตผลทางเกษตร การเคลื่อนถอยของธารน้ำแข็ง การสูญพันธุ์พืช-สัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งการกลายพันธุ์และแพร่ขยายโรคต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น

     หลายคนได้อ่านแล้ว คิดว่าภาวะเรือนกระจกนั้นเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ ซึ่งก็เป็นความจริง แต่นอกจากมนุษย์ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างเช่นทุกวันนี้แล้ว  ทราบหรือไม่ว่ามีสัตว์ปีกอีกชนิดหนึ่งที่เป็นตัวการสำคัญไม่แพ้มนุษย์เราเหมือนกัน ที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาวะโลกร้อน สัตว์ปีกชนิดนี้นั่นก็คือ “แมลงสาบ”

     จากการศึกษาข้อมูลเรื่องนี้ พบว่าเจ้าแมลงสาบจะมีการผายลมออกมาเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยทุก 15  นาที หลังจากมันตายไปแล้วมันยังสามารถปล่อยก๊าซมีเทนออกมาได้นานถึง 18 ชั่วโมง จากสถิติพบว่าการผายลมที่แมลงปล่อยออกมามีมากถึง 20% ของการปล่อยก๊าซมีเทนทั้งหมดในโลก ก็คิดดูว่าแมลงสาปในโลกของเรานี้มีมากมายขนาดไหน เพราะมันเป็นสัตว์ที่สามารถพบได้ทุกทวีปทั่วโลกเราเลยทีเดียว หรือโลกของเราจะถึงกาลอวสานเพราะ “แมลงสาบ”  โอ้ววว ไม่ !!!

เลือดกำเดา มาจากไหน แล้วเราจะทำอย่างไร

By JodonP → วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558


    เลือดกำเดา คือ เลือดที่ออกมาจากจมูก มีตั้งแต่เล็กน้อยๆ จนถึงเยอะเวอร์ หลายคนสงสัยว่าทำไมเลือดกำเดาจึงต้องไหลออกมาจากไหน ? มีสาเหตุมาจากอะไร ?

     สาเหตุที่ทำให้เลือดกำเดาไหลนั้น ต้นเหตุหลัก คือ เส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกของเราที่มีอยู่มากมาย การที่เลือดกำเดาไหลออกมามีสาเหตุเช่น เกิดการกะแทกอย่างแรงที่จมูก การติดเชื้อที่จมูก จมูกอักเสบ มีเนื้องอกบริเวณจมูก โรคเลือดออกง่าย โรคของหลอดเลือด รวมถึงภาวะความดันโลหิตสูงฉับพลัน เป็นต้น
     ในทางการแพทย์นั้น ในการปฐมพยาบาล โดยใช้วิธีการก้มหน้า บีบจมูกทั้งสองข้างนานประมาณ 5-10 นาที โดยไม่จำเป็นต้องหาน้ำแข็งมาประคบแต่อย่างใด การบีบจมูกจะเป็นการกดเส้นเลือดที่เลือดกำเดาไหลออกมาโดยตรง เลือดจะหยุดไหลไปเอง เนื่องจากร้อยละ 90 เลือดกำเดาไหลจากตำแหน่งส่วนหน้าของผนังกั้นกลางจมูก แต่ถ้าหากกดเป็นระยะแล้วเลือดยังไม่หยุดให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

     แต่จากการทดลองทำดู ปรากฏว่า อาจจะได้ผลในบางคนเท่านั้น แต่ภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างเราๆนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ ก็ให้เหงยหน้าขึ้น พยายามหายใจทางปาก และถ้ามีน้ำแข็งประคบเลือดก็จะหยุดเร็วขึ้น  ผมใช้วิธีหลังนี้แล้วได้ผลครับ ยังไงก็ลองๆหลายวิธีก็แล้วกันครับ "ลางเนื้อชอบลางยา"

     สำหรับวิธีการป้องกันไม่ให้เลือดกำเดาไหลก็คือหลีกเลี่ยงจากอันตรายที่เกิดกับจมูก ไม่แคะจมูก รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยเฉพาะการกินวิตามินซี ที่อยู่ในรูปของอาหาร ผลไม้ และวิตามินเสริมก็สามารถช่วยได้ครับ  เพราะวิตามินซี ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงครับ และสร้างภูมิต้านทานในร่างกายให้สูงขึ้นอีกด้วย  แต่หากใครที่เลือดกำเดาไหลบ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ แนะนำให้พบแพทย์โดยเร็วครับ เพราะอาจจะมีภาวะผิดปกติของเยื่อโพรงจมูกได้ เช่น เนื้องอก เป็นต้น

รู้ละ !! ทำไม ปลั๊กไฟผมเสีย ฮืม...

By JodonP → วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
สัตว์ประหลาดในปลั๊กไฟผม
"โธ่ ที่แท้ ก็ไอ้สัตว์ประหลาดมันมาสู้กันในปลั๊กไฟ ผมนี่เอง"

สงสัยมันอยากฟังเพลงมั้ง  เอาสายไฟแนบหูซะด้วย....

ไอ้มดก็สุดโหด เข้าไปรุมทำร้าย  สุดท้ายโดนไฟช๊อตตายทั้งคู่  เวรจริงๆ เสียตังค์ซื้อปลั๊กใหม่อีกล่ะ

สำนวนแจงสี่เบี้ยมาจากไหน

By JodonP → วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ภาพหอยเบี้ย จากเว็บ pantip


     สำนวนไทยส่วนใหญ่มักจะมีที่มา-ที่ไปเสมอ และมักจะมาจากสิ่งต่างๆรอบตัวเรา ชีวิตประจำวัน หรือเหตุการณ์ต่างๆ จึงทำให้เกิดสำนวน ถ้อยคำหรือข้อความ จนเป็นที่กล่าวสืบต่อๆกันมาช้านานตั้งแต่สมัยโบราณ มักจะมีความหมายลึกซึ้ง หรือความหมายอื่นๆแอบแฝงอยู่ เช่น คำว่า แจงสี่เบี้ย มีความหมายว่าการเจียระไน การอธิบายอย่างละเอียดเพื่อให้เข้าใจ แจกแจงให้ทราบ ซึ่งอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องแจงสี่เบี้ย มันเกี่ยวอะไรกับเบี้ย ???

     คำว่าแจงสี่เบี้ย มาจากคำว่าสี่ และคำว่าเบี้ย สาเหตุที่ต้องแจงสี่เบี้ยนั้น เป็นเพราะในสมัยก่อนจะมีการเล่นพนันอย่างหนึ่ง เรียกว่าการเล่นเบี้ยเล่นถั่ว โดยมีวิธีการเล่นคือคนที่เป็นเจ้ามือจะใช้ถ้วยครอบเบี้ย ซึ่งเบี้ย ก็คือหอยชนิดหนึ่ง หรือเมล็ดพืชที่มีความแข็งและมีขนาดพอเหมาะ เมื่อใช้ถ้วยครอบเบี้ยแล้วจำนวนหนึ่ง แล้วให้ผู้เล่นแทงหรือทาย เมื่อคนเล่นแทงเสร็จก็จะเปิดถ้วยออก แล้วไม้เล็กๆแลเบี้ยออกจากกองทีละสี่ๆเรียกว่าแจงสี่เบี้ย หากลงตัวพอดีเรียกว่าครบหากเหลือเศษ 1 เรียกว่าหน่วย เหลือเศษ 2 เรียกว่าสอง เหลือเศษ 3 เรียกว่าสาม ผู้เล่นจะแทงจากจำนวนเศษที่เหลือ 1,2,3 และครบตรงนี้ และนี่แหละเป็นที่มาของคำว่าแจงสี่เบี้ยนั่นเอง

     ปัจจุบันคงไม่มีใครเล่นการพนันแบบนี้แล้ว แต่สำนวนคำว่าแจงสี่เบี้ยก็ยังคงมีใช้อยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยแพร่หลายแล้วก็ตาม ดังนั้น เราคนไทยยังควรต้องอนุรักษ์ของไทยๆไว้ ไม่ได้ให้เล่นพนันนะครับ 55+ ผมหมายถึงควรรู้ ควรทราบถึงสำนวนไทย สำนวนนี้ไว้สอนลูกหลานนั่นเอง.

เพชร พลอย ทำไมจึงมีหน่วยวัดน้ำหนักเป็นกะรัต ?

By JodonP → วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เพชร

      อันว่า "แร่ธาตุที่มีค่า" ที่คนเรานิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงิน นาก ทองคำ หรือทองคำขาว จะมีหน่วยวัดเป็นกรัมหรือมิลลิกรัม แต่ในบรรดาเครื่องประดับประเภทอัญมณีต่างๆอย่างเช่น เพชร พลอย ทำไมจึงมีหน่วยวัดน้ำหนักเป็นกะรัต ?

     คำว่า “กะรัต” (Carat) เป็นเพียงคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “แคร็อบ” (Carob) (ไม่ใช่แครอทนะ) ที่หมายถึงพืชชนิดหนึ่ง มีเมล็ดเป็นฝัก คล้ายฝักมะขาม พบในแอฟริกาใต้ และเจ้าเมล็ดแคร็อบนี้จะมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่ว่าในแต่ละเมล็ดจะมีน้ำหนักเท่ากันทุกเมล็ดและในยุคเก่าแก่สมัยนั้นยังไม่มีการกำหนดอัตราการชั่งวัดน้ำหนักของสิ่งของต่างๆอย่างเป็นสากลตามมาตราต่างๆ เช่นทุกวันนี้ จึงได้มีการตกลงกันว่าให้ใช้เมล็ดแคร็อบนี้เป็นมาตรฐานในการวัดชั่งน้ำหนักเพชรและอัญมณีต่างๆด้วยวิธีการชั่งแบบสองแขน โดยการทำให้น้ำหนักสองข้างเท่ากัน ก็จะได้น้ำหนักองเพชรเม็ดนั้นโดยมีหน่วยเป็นแคร็อบ แล้วหลังนั้นต่อมาคำว่าแคร็อบก็ถูกเรียกเพี้ยนกลายเป็นคำว่า "กะรัต" ที่เราใช้กันทุกวันนี้

    ว่าแล้วก็มาหาอะไรที่เป็น กะรัตๆ มาประดับตัวสักหน่อยก็คงจะดีไม่น้อย...  แต่คงต้องระวังตัวเอาไว้หน่อยจะดีกว่า เพราะสมัยนี้ข้าวยากหมากแพง โจรชุมหยังกะยุง  เดวจะหาว่าไม่เตือนนะครับ ^^

เจ้าหมา ทำไม ? ถึงต้องกินหญ้า

By JodonP → วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สนัขกินหญ้า เพราะ ?

    เป็นเรื่องปกติทีเดียว ที่สัตว์ประเภท วัว ควาย ชอบกินหญ้า เพราะเป็นอาหารหลักของมัน แต่จะมีสัตว์อื่นอีกหรือไม่ ? ที่ต้องกินหญ้า และกินเพื่ออะไร ?

    ผู้ที่เลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน คงเคยสังเกตเห็นว่าบางครั้งมันจะเดินไปกัดต้นหญ้ากินสักพักก็จะขย้อนออกมา หลายคนบอกว่าเพราะมันมีอาการไม่สบาย จึงต้องกินหญ้าเป็นยารักษา จึงทำให้สงสัยว่าจริงๆแล้ว ต้นหญ้ามีสรรพคุณช่วยรักษาอาการไม่สบายของสุนัขได้จริงหรือ?

    การที่สุนัขกินหญ้าเข้าไปนั้นเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งในการรักษาตัวมันเอง เมื่อรู้สึกเกิดอาการอย่างใดอย่างหนึ่งภายในกระเพาะอาหารของมันเป็นต้นว่า แน่นท้อง จุกเสียด มันจะกินหญ้าเข้าไปเพื่อให้เกิดอาการอาเจียนออกมา แล้วหลังจากนั้นมันจะมีอาการดีขึ้น ซึ่งหญ้าที่มันกินเข้าไปนั้น จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการทำงานในระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่ายของมันให้มีการทำงานดีขึ้นและทำให้อาการผิดปกติในร่างกายของมันดีขึ้นเช่นกัน

    ดังนั้นผู้ที่เลี้ยงสุนัขแต่ไม่เคยปล่อยให้เล่นตามพื้นดิน พื้นหญ้าเลย โดยให้อยู่อาศัยภายในบ้าน(และพื้นซีเมนต์)เพียงอย่างเดียว บางครั้งมักจะพบว่าสุนัขของท่าน ป่วยง่าย ซึม หรือกระวนกระวาย ก็ลองหาพื้นที่ให้สุนัขของท่านได้วิ่งเล่นตามพื้นดิน พื้นหญ้าบ้าง อาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้นได้.

เล็บขบ Story

By JodonP → วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เล็บแบบนี้เสี่ยงเป็นเล็บขบนะจ๊ะ
      ความทรมานกายของมนุษย์ในกรณีอยู่ในที่ชุมชนนั้น มีหลายชนิด หลายอย่าง แต่นักปราชกิ๊กก๊อก กล่าวไว้ว่ามี 3 อย่าง ได้แก่ 
  1. "รองเท้ากัดเท้า" ท่ามกลางคนหมู่มาก เราคงจะไม่ถอดร้องเท้าของเราออกมาพิจารณาเป็นแน่
  2. "เศษเนื้อติดฟัน" เราคงจะไม่พยายามแคะ แกะ เกา อย่างเอาเป็นเอาตายในที่สาธารณะชนอย่างแน่นอน มันเสียมารยาทสุดๆ และคงมองดูสกปรก น่ารังเกียจเป็นแน่แท้
  3. "ปวดฉี่บนรถเมล์" อะฮ้า อันนี้แน่นอนครับ โดยเฉพาะรถเมล์ประจำทางที่ไม่มีห้องน้ำไว้บริการ แค่คิดก็ทรมาณสุดๆแล้ว  หรือท่านจะกล้าเอาคอมฟอต 500 ออกมาใช้กันละครับ ^^

      แต่วันนี้ผมขอเสนออีก 1 ความทรมาณได้แก่ "เล็บขบ" แหม ใครไม่เคยเป็นไม่รู้หรอกครับว่า มันทรมานแค่ไหน อาจจะสูสีกับ ร้องเท้ากัดเท้านั่นแหละ ซึ่งจะพูดถึงสาเหตุและวิธีแก้ไขครับ

     เล็บขบ เป็นลักษณะของเล็บที่มีลักษณะผิดรูปร่าง โดยมีมุมแหลมที่มุมเล็บไปกดทับหรือหยั่งลงไปในเนื้อข้างเล็บ กลายเป็นความเจ็บตามมา สาเหตุอาจจะเกิดจากการตัดเล็บที่สั้นเกินไป การใส่รองเท้าเบอร์เล็กที่ บีบเท้าแน่นเกินไป ทำให้เล็บไปกดทับเนื้อมุมนิ้วเท้า เกิดความเจ็บปวดได้ และถ้าปล่อยให้มีอาการเรื้อรัง ไม่รักษา จะมีอาการอักเสบ บวม แดง เจ็บปวดมาก อาจจะมีหนองด้วย การป้องกันหลายท่านก็คงทราบแล้ว แต่ถ้าหากท่านเป็นเล็บขบและกำลังหาวิธีรักษา ลองใช้วิธีนี้ดูครับ

  1. ถ้าเล็บยาวให้ตัดเล็บก่อน
  2. ให้ตรวจดูก่อนว่าปลายเล็บที่กดทับบวมแดงและมีหนองหรือไม่ ถ้ามีหนองอย่าพึ่งบีบออก
  3. เช็ดทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ล้างแผลรอบๆ อย่าให้แอลกอฮอล์โดนแผล เพราะจะแสบมาก
  4. ใช้ตะไบอันบางๆยกเล็บส่วนที่ขบขึ้นจากผิวหนังใต้เล็บหรือข้างเล็บ แล้วตัดส่วนแหลมออก
  5. ถ้ามีหนอง ลองบีบเบาๆเพื่อให้หนองออกให้หมด แล้วใส่ยาใส่แผล โพวิดีน (ขวดเหลือง น้ำยาสีน้ำตาล)
  6. รอให้แห้ง
  7. ใช้สำลีชิ้นเล็กๆสอดไว้ระหว่างเนื้อเใต้เล็บกับเล็บที่กดลงไป
  8. ใช้ผ้าพันแผลพันรอบ เบาๆหลวมๆ
  9. ทำแผลทุกครั้งที่ถูกน้ำ  หรืออย่างน้อยวันละครั้ง จนแผลแห้งและหายไปเอง

     *ถ้าปวดแผลมากๆ ก็กินยาแก้ปวดช่วยได้ จำพวก ยาพาราเซลตามอล ถ้าแผลบวมแดงมากๆ อาจจะหายาแก้อักเสบมากินร่วมด้วย ไปร้านยาเภสัธกรนะครับ อย่าซื้อเองโดยไม่มีความรู้ แต่ถ้าอาการหนักแผลลุกลาม ปวดหรืออักเสบมากๆ แนะนำให้ไปพบแพทย์ครับ เพื่อรักษาซึ่งอาจจะต้องผ่าตัดถอดเล็บออกก็เป็นได้ ถ้าใครกลัวหมอก็พยายามดูแล หรือหมั่นสังเกตุเล็บของตนเอง อย่าให้เป็นเล็บขบจนปล่อยให้รุนแรงก็แล้วกันครับ

R.I.P.

By JodonP → วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557

RIP

     ใครที่เคยดูหนังฝรั่งประเภทหนังผี หนังสยองขวัญต่างๆ เคยสังเกตหรือไม่ว่า ในแท่งหินที่อยู่บนหลุมฝังศพนั้นมักจะมีตัวอักษรย่อ 3 ตัว ที่ว่า “R.I.P.” สลักอยู่ในแท่งหินเหมือนกันทุกหลุมเลย ตัวย่อนี้มีความหมายว่าอะไรทำไมจึงต้องปรากฏอยู่ในหลุมฝังศพด้วย?...ตัวอักษร R.I.P. เป็นตัวย่อมาจากคำว่า “Rest In Peace” ซึ่งมีความหมายว่า “การผักผ่อนอย่างสงบ” เปรียบเป็นสำนวนที่ใช้สำหรับอวยพรให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วว่า “ขอให้หลับสบาย”นั่นเองในทางศาสนาคริสต์มีความเชื่อสืบต่อกันมาว่าผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว จะต้องไปรอการพิพากษาจากพระเจ้า เพื่อตัดสินกรรมมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ ดังนั้นผู้ที่เป็นญาติที่ยังมีชีวิตอยู่จึงมักจะขอพรพระเจ้าให้ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วได้พักผ่อนอย่างสงบ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานในระหว่างที่กำลังรอวันพิพากษานั่นเอง

     จาก Wikipedia คำว่า "rest in peace" เป็นจารึกสั้นหรือสำนวนที่ว่า เป็นความประสงค์ที่จะให้คนที่เสียชีวิตมีความสงบสุขอันเป็นนิรันดร์ตลอดไป ซึ่งมักจะจารึกบนป้ายหลุมเป็นคำว่า "RIP"

     สำหรับในศาสนาพุทธนั้น เป็นสัจะธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้เราระลึกอยู่เสมอว่ามี เกิด แก่ เจ็บ และตาย เป็นของธรรมดา รู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย จงหมั่นทำดีเข้าไว้ ไม่ว่าท่านอยู่ในศาสนาอะไร ก็มีคำสอนที่ว่า ทำดีก็ได้ขึ้นสวรรค์เสมอ..